ทักมาแต่ไม่ซื้อ ต้องแก้ด้วย Facebook Retargeting

facebook retargeting syzesmit1

อยากได้ยอดขายเพิ่มมั้ยครับ?

พี่มาร์คถามแปลก ใครบ้างไม่อยากได้ยอดขายเพิ่ม!!

งั้นพี่มาร์คขอถามหน่อยว่า ถ้าอยากได้ยอดขายเพิ่ม จะต้องทำไง?
เฉลย – ก็ปิดการขายให้ได้มากขึ้นสิ

แต่ปิดการขายมันยากมากเลยพี่มาร์ค
ยิงโฆษณาไปมีคนทักมาแต่ไม่ซื้อซักที ต้องทำยังไง?

ตอบ – ยิงโฆษณากลับไปหาคนที่สนใจแต่ยังไม่ซื้อด้วย Facebook Retargeting Ads!!

"ทักมาแต่ไม่ซื้อให้แก้ด้วย Facebook Retargeting Ads"

Facebook Custom Audiences

ก่อนจะยิงโฆษณซ้ำกลับไปหาคนเดิมได้
เราต้องสร้างกลุ่มเป้าหมายเดิมขึ้นมาก่อน
วิธีที่ทำคือ “การสร้าง Custom Audiences
มันคือการสร้างกลุ่มเป้าหมายจาก “แหล่งข้อมูล”

การยิงโฆษณาแบบนี้จะมี “ความแม่นยำสูง”
แตกต่างจากการเลือก Interest แบบไม่เห็นฝุ่น

แล้วพี่มาร์คจะสอนทำมั้ยหรือขายคอร์ส?
การทำโฆษณาเฟสบุ๊คแบบนี้สำหรับพี่มาร์คถือว่าเป็นแค่ “เลเวล 1”
ก็เลยสอนให้ฟรีๆ วิธีทำตามนี้ 

ใครกดแชร์ขอให้ขายดี เจ้านายรัก แฟนหลง
ถูกหวย สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย อายุยืนยาว หมื่นปีหมื่นๆปี

"Custom Audience เป็นการทำโฆษณาเฟสบุ๊คที่แม่นยำที่สุด"

1.ใน Ads Manager กดเลือกเมนู Audiences

ใครที่ยังไม่มี Facebook Ads Manager แนะนำว่าควรสมัครก่อน
พวกเลเวล “Level 1” ขึ้นไปเขามีกันทุกคน
สัมครฟรีเฟสบุ๊คไม่คิดเงินไม่ต้องกลัว
ดูวิธีสมัคร ตัวจัดการโฆษณาของเฟสบุ๊ค ตรงนี้

2.กด Create Custom Audiences

ถ้าไม่ได้ใช้ Facebook ส่วนตัวยิงโฆษณาในเฟสบุ๊ค
ก็อยากลืมเลือก Facebook Ad Account ก่อน
(แนะนำว่าควรสร้าง Ads Account ถึงแม้จะมีแค่ธุรกิจเดียว)

3.เลือกแหล่งข้อมูลของ Custom Audiences

ตอนนี้ Facebook อนุญาติให้สร้าง Custom Audiences ได้ 5 แบบ
ซึ่งในแต่ละแบบ จะมีตัวเลือกย่อยลงไปอีก

Custom Audiences จาก Customer File เป็นการสร้างกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง จากข้อมูลที่เรามี เช่น ชื่อ เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ ชื่อจริง นามสกุล วันเดือนปีเกิด โดยสามารถ Copy Paste ได้เลย หรือถ้าใครมีระบบขายของหน้าร้าน (POS) ก็สามารถ Export ออกมาเป็นไฟล์ CSV หรือ Text ได้

การสร้าง Custom Audiences จาก Website Traffic หรือคนที่เข้าไปในเว็ปไซต์ จำเป็นจะต้องมี เว็ปไซต์ที่ติด Facebook Pixel เท่านั้น ทีนี้เข้าใจรึยัง? ทำไมต่างประเทศหรือแบรนด์ใหญ่ๆ ถึงใช้เว็ปไซต์เป็น แกนกลาง ในการทำโฆษณาออนไลน์

เหนือกว่า Website ก็ขึ้น App สำหรับคนที่มี App สามารถลงทะเบียนกับ Facebook เพื่อขอ Facebook SDK มาติดใน App ได้หลังจากนั้นถึงสามารถสร้าง Custom Audiences จาก App Activity ได้ (Facebook SDK จะทำหน้าที่คล้ายๆกับ Facebook Pixel นั่นเอง)

สำหรับใครที่ขายของอนไลน์ แล้วมีหน้าร้านด้วย สามารถสร้าง Offline Event ขึ้นมาแล้วอัพโหลดข้อมูลส่งไปให้ Facebook เพื่อวัดผลโฆษณา และยังสามารถนำข้อมูลนั้นกลับมาสร้าง Custom Audiences ได้อีกด้วย

ถ้าถามพี่มาร์คว่า Custom Audiences แบบไหนเป็นที่นิยมและสร้างง่ายสุด คำตอบคือ การสร้าง Custom Audience จาก Engagement นี้แหละ เพราะสามารถสร้างได้จากคนที่ทักเข้ามาในเพจ คอมเม้นต์ ไลค์ แชร์ ดูวีดีโอ ลงทะเบียน และอื่นๆอีกเพียบ

สำหรับในบทความนี้ พี่มาร์คจะพูดถึง
การสร้าง Custom Audiences แค่ 2 แบบ
คือ Customer File และ Engagement

"หลักการณ์คือ ยิงโฆษณาซ้ำกลับไปหาคนที่ทักมาในเพจ แต่ยังไม่ซื้อ"

4.สร้างกลุ่มเป้าหมาย "คนที่ทักเข้ามาในเพจ"

คนที่ทักเข้ามาแต่ยังไม่ซื้อ แสดงว่าเขาสนใจในสินค้า
แต่อาจจะมีข้อกำจัดบางอย่าง ที่ทำให้ไม่สามารถซื้อได้ในตอนนี้
เช่น อาจจะกำลังเทียบราคาเรากับคู่แข่ง, ดูรีวิวในพันทิป, เช็คราคาใน Lazada หรือพาแมวไปเดินเล่น
หน้าที่ของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์คือ “อย่าปล่อยให้ว่าที่ลูกค้าหลุดมือ

ขั้นตอนการสร้าง Custom Audiences สำหรับ “คนที่ทักเข้ามาในเพจ” คือ

1.เลือกสร้าง Custom Audiences จาก Engagement

2.เลือก Facebook Page

3.เลือก People who sent message to your Page

เลือก Facebook Page ที่เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิง แล้วเลือกเฉพาะ “คนที่ทักเข้ามาในเพจ”
จากนั้นเลือกระยะเวลาว่า จะสร้างกลุ่มเป้าหมายจากคนที่ทักเข้ามาในช่วงเวลากี่วัน
แล้วตั้งชื่อกลุ่มเป้าหมายให้เรียบร้อย

Tips

เทคนิคการเลือกช่วงเวลาใน Custom Audience

จากข้อมูลสถิติของ Facebook IQ ระยะเวลาโดยเฉลี่ยใการปิดการขายหลังจากที่ลูกค้าเห็นโฆษณาครั้งแรกคือ 5 วัน ดังนั้น ระยะเวลาขั้นต่ำที่พี่มาร์คแนะนำให้เลือกคือ 7 วัน (ให้เกินค่าเฉลี่ยมานิดหน่อย) แต่โดยปกติพี่มาร์คจะใช้ 14-28 วัน เพราะ 7 วันเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เล็กเกินไป และจะขึ้นอยู่กับ “ราคา” ของสินค้าที่ขายด้วย (Price Sensitive) ยิ่งถ้าสินค้าที่ขายมีราคาสูง ก็ควรเพิ่มระยะเวลาในการ Retargeting ให้นานขึ้น

5.สร้างกลุ่มเป้าหมาย "คนที่ซื้อของไปแล้ว"

หลักจากที่เราสร้างกลุ่มเป้าหมาย “คนที่ทักเข้ามา” ได้แล้ว
ขั้นตอนต่อไปต้องสร้าง “คนที่ซื้อไปแล้ว” ด้วย
เพื่อนำมาคัดออกจากแผนการยิงโฆษณา
เพราะคนที่ทักเข้ามาแต่ซื้อไปแล้วก็คงไม่อยากเห็นโฆษณาซ้ำจริงมั้ย?

ขั้นตอนการสร้าง Custom Audiences สำหรับ “คนที่ซื้อไปแล้ว” คือ

1.เลือกสร้าง Custom Audiences จาก Customer File

2.เลือก Add Customers File

ขั้นตอนนี้เราสามารถเลือกใส่ข้อมูลได้ 3 วิธีคือ
– ข้อมูลลูกค้าจากไฟล์ของเราเอง
– ข้อมูลจากระบบ Email Marketing ของ MailChimp
– ข้อมูลลูกค้าพร้อม Life Time Value

3.นำข้อมูลลูกค้ามาใส่

สำหรับแม่ค้าออนไลน์ที่พึ่งเริ่มต้นส่วนใหญ่จะไม่มีมีระบบหลังบ้าน
พี่มาร์คแนะนำให้ใช้แบบ Copy and Paste เพราะจะง่ายกว่ามาก
ส่วนใครทีมีระบบ POS อยู่แล้วให้ตั้งค่า Export ไฟล์ CSV ออกมาตามนี้

ข้อมูลที่ใส่ควรมีทั้ง Email และ เบอร์โทรศัพท์
จะได้มีความแม่นยำมากขึ้น
หรือถ้าใครมี ชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด ก็ใส่เพิ่มเข้าไปได้
โดยให้ใส่ข้อมูล “บรรทัดละ 1 คน แล้วเว้นแต่ละข้อมูลด้วย , “
เช่น พี่มาร์ค,พระโขนง,+66876543210,askpeemark@gmail.com
*** เบอร์โทรให้ใส่ +66 แทนเลข 0 ***

4.กด Next แล้วตรวจสอบความถูกต้อง

ตรวจให้ดีว่า Facebook เข้าใจข้อมูลที่เราส่งให้ถูกมั้ย
ถ้าถูกต้องทุกอย่างแล้วให้กด Upload&Create ได้เลย

เฮ้ยแบบนี้ Facebook ก็ได้ข้อมูลลูกค้าเราไปหมดสิ!!
พี่มาร์คคนนั้นเขาเคลมมาว่า Facebook ไม่ได้ข้อมูลไปนะครับ
เพราะ Facebook ใช้ระบบ Hashed ในการสร้างกลุ่มเป้าหมาย
ซึ่งจะไม่สามารถ Revert กลับมาเป็นข้อมูลลูกค้าได้นั่นเอง

6.สร้างโฆษณาเฟสบุ๊ค สำหรับ "คนทักแต่ไม่ซื้อ"

ต่อไปเป็นขั้นตอนในการสร้างแคมเปญโฆษณา
Objective ที่พี่มาร์คแนะนำสำหรับ Facebook Retargeting
คือ Reach (การเข้าถึง) นั่นเอง

สาเหตุเพราะเราได้ทำการคัดกรองกลุ่มเป้าหมายมาแล้ว
และอยากให้ “คนที่ทักมาแต่ไม่ซื้อ” เห็นโฆษณาซ้ำอีกรอบ “ทุกคน”

"จุดประสงค์การโฆษณาแบบ Reach (การเข้าถึง) จะเน้นไปที่จำนวนคนที่เห็นโฆษณา"

1.กดเลือก Reach (การเข้าถึง) เป็นจุดประสงค์ในการทำโฆษณา

2.สร้างกลุ่มเป้าหมาย "คนทักแต่ไม่ซื้อ"

เลือก Custom Audience “คนที่ทักเข้ามาในเพจ”
แต่ให้ Exclude “คนที่ซื้อไปแล้ว” ออกไป
ส่วนค่าอื่นๆไม่ต้องตั้ง ยิงแอดทั่วไป ทุกเพศทุกวัยไปเลย

3.เลือกความถี่ของโฆษณา

ข้อดีของการโฆษณาเฟสบุ๊คแบบ Reach (การเข้าถึง)
คือ เลือกได้ว่าอยากให้เห็นบ่อยแค่ไหน!!

พี่มาร์คเคยบอกว่า “ยิ่งเห็นบ่อย ค่าโฆษณายิ่งแพง”
โดย “ความถี่” ที่คนเห็นโฆษณา ส่งผลต่อค่าโฆษณา
จะตั้งค่าเท่าไหร่ก็แล้วแต่ประเภทของสินค้าที่ขาย
ดังนั้นพี่มาร์คแนะนำว่า

"ในการ Retargeting ไม่ควรให้ว่าที่ลูกค้าเห็นโฆษณา >แบบเดิม< ซ้ำๆ"

Tips

การออกแบบโฆษณา สำหรับแคมเปญ Facebook Retargeting

ถ้าไม่อยากให้ลูกค้าเห็นโฆษณาแบบเดิมซ้ำๆ จนรำคาญ
พี่มาร์คมีไอเดียในการคิด Contents มาฝาก
รูปแบบของโฆษณาที่เหมาะสำหรับคนที่อยู่ในช่วง “ตัดสินใจซื้อ” คือ

รีวิวสินค้า

แตะเพื่ออ่าน
รีวิวสินค้าจากผู้ใช้จริง อาจจะขอให้ลูกค้าที่ชอบสินค้าเรามากๆ อัดคลิป Video พูดเรื่องที่ประทับใจ เพื่อแลกของรางวัลบางอย่าง

เทียบกับคู่แข่ง

แตะเพื่ออ่าน
วิธีนี้เป็นที่นิยมในต่างประเทศ คือเปรียบเทียบให้เห็นกันไปเลยว่าข้อดีข้อด้อยของเราอยู่ตรงไหน

โปรโมชั่น

แตะเพื่ออ่าน
โปรโมชั่นประเภทมีเวลาจำกัด ใช้ได้ผลค่อนข้างดีกับลูกค้ากลุ่มนี้

สาธิตการใช้งาน

แตะเพื่ออ่าน
"โอ้วพระเจ้าจอร์ชมันยอดมาก" TV Direct คือเจ้าแห่งการทำโฆษณาแบบสาธิตการใช้งานในไทย

คุณสมบัติสินค้า

แตะเพื่ออ่าน
เคยมั้ยลูกค้าทักมาถามว่า "กันน้ำได้มั้ย" "ทำจากอะไร" "นำเข้าหรือผลิตเอง" เอาคำถามพวกนั้นมาทำเป็นโฆษณาซะ

กรณีศึกษา

แตะเพื่ออ่าน
Case Study หรือกรณีศึกษา ให้นำ "ผลลัพธ์" จากการใช้งานสินค้า มาทำเป็นโฆษณา

"Facebook Retargeting ถ้าใช้เป็นเห็นผลชัวร์"