3 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนทำการตลาด Online บน Google

Google Search, Paid Search

Google Search คืออะไร ?

เมื่อคุณมีคำถามอะไรสักอย่างอยู่ในหัว คุณนึกถึงใครเป็นคนเเรก ?  เเม่ .. เพื่อน ..  เเฟน .. หรือ Google ? 

เราคิดตรงกันไหมคะ 🙂  ? 

เรามาทำความรู้จัก Google Search เพิ่มเติมกันคร่าวๆนะ

Google Search เป็นเครื่องมือที่ให้บริการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (Search Engine) ของเว็บไซต์ Google ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 250 ล้านครั้ง/วัน เพียงเเค่เข้าเว็บไซต์ www.Google.com เเล้วพิมพ์คำหรือข้อความ (Keyword) ของสิ่งที่คุณต้องการค้นหาและกดปุ่ม Search เเค่นั้น อากู๋ Google ก็จะแสดงเว็บไซต์/รูปภาพ/วิดีโอ หรือข่าวทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ Keyword เหล่านั้นให้เราทันที

เเล้วทำไมต้องทำโฆษณาบน Google Search ?

คุยเคยได้ยินคำนี้มั้ย ?

No decision is too small for today’s consumers
– Google Moment

คำนี้น่าสนใจมาก.. คนสมัยนี้เข้าไม่หาข้อมูลเเค่ตอนซื้อรถ ซื้อทีวี ซื้อบ้านกันเเล้วหรอ… ? 

แล้วเขาหาข้อมูลบน Google ก่อนทำอะไรบ้าง ?

 

ตอนนี้พวกเราอยู่ในยุค Research-obsessed ที่ Google ได้กลายเป็น Answer Machine อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าคุณจะหาร้านกินข้าว หน้ามีสิว ประจำเดือนไม่มา หรือ หาแฟน เอ้ยย ผิด! คุณก็ต้องนึกถึงเขาเป็นคนเเรก 

จากตัวอย่างง่ายๆนี้ คุณก็สามารถเดาได้ว่ามีคนตั้งคำถามมากมายเพื่อหาคำตอบ 

ทำไมเราไม่ช่วยตอบคำถามให้เขาหล่ะ ? เเล้วถ้าเรามีสินค้า/บริการที่สามารถแก้ปัญหาให้เขาได้ เราควรจะบอกเขามั้ย ?

คำตอบคือ คุณต้องทำโฆษณาบน Google Search เพื่อให้เขา Search ปัญหา หรือสิ่งที่เค้าต้องการ เเล้วมาเจอคุณยังไงล่ะ !! 

 

เรามาดู 3 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนทำการตลาด Online บน Google กัน

# 1 : เรียนรู้คำศัพท์เบื้องต้น

คีย์เวิร์ด (Keyword)คือ คำ หรือ วลี ที่ผู้คนพิมพ์ลงบน Google Search เพื่อค้นหาสิ่งที่พวกเขากำลังมองหาอยู่ ซึ่งโฆษณาของคุณปรากฏขึ้นมาก็ต่อเมื่อคุณซื้อคีย์เวิร์ดตรงกับที่คน Search เข้ามา ฉะนั้นหลักการซื้อคีย์เวิร์ดก็คือ คุณจะต้องคิดว่าสินค้า หรือบริการของคุณนั้นตอบโจทย์คนที่หาคีย์เวิร์ดพวกนี้อยู่

ราคาเสนอ (Bid) : เป็นจำนวนเงินสูงสุดที่คุณยินดีจ่ายเมื่อมีผู้คลิกโฆษณาของคุณ ( จะจ่ายเฉพาะเมื่อมีคนคลิกโฆษณาของคุณเพื่อเข้าชมเวปไซต์หรือหน้าที่คุณเซ็ตไว้เท่านั้น)

คะแนนคุณภาพ (Quality Score) : เมตริกนี้จะบอกให้คุณทราบว่าคีย์เวิร์ดของคุณมีความเกี่ยวข้องกับโฆษณาและหน้า Landing Page ของคุณ (หน้าเว็บที่ผู้ใช้จะเข้าชมเมื่อคลิกที่โฆษณาของคุณ) คะแนนคุณภาพที่ดี สามารถลดงบประมาณของคุณและปรับอันดับโฆษณาในผลการค้นหาได้ให้ขึ้นอยู่อันดับต้นๆได้

อันดับโฆษณา (Ad Rank) : เมตริกนี้ช่วยกำหนดว่าโฆษณาของคุณจะเเสดงอยู่ที่ไหนเมื่อเทียบกับโฆษณาอื่น ๆ เมื่อโฆษณาถูกเรียกให้ปรากฏบน Google อันดับของคุณจะพิจารณาจากราคาเสนอคะแนนคุณภาพและปัจจัยอื่น ๆ

ต้นทุนต่อคลิก (Cost Per Click หรือ CPC) : จำนวนเงินที่คุณจ่ายจริงเมื่อมีผู้คลิกโฆษณาของคุณต่อหนึ่งครั้ง

เป้าหมายของโฆษณา (Conversion) : สิ่งที่คุณกำหนดไว้เป็นเป้าหมายของการตลาด เช่น การซื้อของบนเวปไซต์คุณ การจองโรงเเรม หรือ กรอกใบสมัคร

# 2 : การจัดระเบียบบัญชีของคุณ

คุณจะตั้งค่าบัญชีของคุณให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไรตั้งแต่เริ่มต้น? เริ่มต้นด้วยการแบ่งสินค้าหรือบริการออกเป็นหมวดหมู่และใช้โครงสร้างบัญชีของคุณกับผลิตภัณฑ์เหล่านั้น (ตัวเลือกหนึ่งที่ดีคือการสะท้อนโครงสร้างที่คุณใช้อยู่ในเว็บไซต์ของคุณ)

ภายในบัญชี Google Ads จะจำแนกระดับความสำคัญของโฆษณา โดยเเบ่งเป็น

  • แคมเปญ (หัวหน้าหมู่)
  • กลุ่มโฆษณา (ลูกกระจ๊อก – คุณสามารถมีกลุ่มโฆษณาได้หลายกลุ่มในแต่ละแคมเปญ)

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีร้านรองเท้า และต้องการขายรองเท้าหลายประเภท คุณอาจสร้างแคมเปญและกลุ่มโฆษณาเหล่านี้:

แคมเปญ 1: รองเท้าผ้าใบ

      กลุ่มโฆษณา 1: รองเท้าผ้าใบ ยี่ห้อ A

      กลุ่มโฆษณา 2: รองเท้าผ้าใบ ยี่ห้อ B

      กลุ่มโฆษณา 3: รองเท้าผ้าใบ ยี่ห้อ C

แคมเปญ 2: รองเท้ากีฬา

      กลุ่มโฆษณา 1: รองเท้ากีฬา ยี่ห้อ A

      กลุ่มโฆษณา 2: รองเท้ากีฬา ยี่ห้อ B

      กลุ่มโฆษณา 3: รองเท้ากีฬา ยี่ห้อ C

การสร้างกลุ่มโฆษณาที่มีรายการคีย์เวิร์ดเเบ่งแยกเป็นหัวข้อย่อยๆ จะช่วยให้โฆษณาที่ขึ้นให้ลูกค้าเห็นมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่คนกำลังมองา เช่น ถ้าคนเสิร์ชคำว่า “รองเท้าผ้าใบ” เขาจะไม่มองเห็นโฆษณาของคุณที่ขาย “รองเท้ากีฬา” โดยไม่ตั้งใจและคิดว่าคุณไม่มีสิ่งที่เขาต้องการ

 

ยิ่งโฆษณาที่มุ่งเน้นและเฉพาะเจาะจงมากเท่าใด คุณก็สามารถเข้าถึงผู้ที่สนใจในสิ่งที่คุณเสนอได้เท่านั้น

# 3 : การตั้งงบประมาณ

คุณสามารถควบคุมจำนวนเงินที่ใช้จ่ายโดยอิงจาก 2  สิ่งคือ งบประมาณรายวัน และราคาเสนอ (Bid)

งบประมาณของคุณคือ จำนวนเงินที่คุณต้องการจ่ายในแต่ละแคมเปญต่อวัน 

ราคา Bid ของคุณคือ จำนวนเงินที่คุณต้องการจ่ายสำหรับเเต่ละคีย์เวิร์ดหากมีผู้ค้นหาคำนั้นแล้วคลิกที่โฆษณาของคุณ

เมื่อคุณเริ่มต้นใช้งานครั้งแรกคุณควรจะกระจายงบประมาณโดยรวมของคุณ (ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่คุณต้องการจ่ายสำหรับทั้งบัญชี) อย่างเท่าเทียมกันทั่วทั้งแคมเปญ จนกว่าคุณจะรู้ผลตอบรับของแคมเปญที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ 

โดยทั่วไปคุณควรตั้งงบประมาณแคมเปญและจำนวนราคา Bid ที่แตกต่างออกไปตามเป้าหมายทางธุรกิจของคุณ 

ตัวอย่างเช่น ที่ร้านของคุณเน้นขายรองเท้าผ้าใบ คุณต้องการดึงดูดคนที่ค้นหาคำว่า “รองเท้าผ้าใบ” ในหนึ่งเดือนคุณควรพิจารณากำหนดงบประมาณที่สูงขึ้นสำหรับแคมเปญ รองเท้าผ้าใบ เเละลดงบประมาณสำหรับแคมเปญ รองเท้ากีฬา  หลังจากนั้นคุณสามารถเปลี่ยนงบประมาณและราคา Bid ได้ตลอดเวลาตามผลลัพธ์ที่ได้ เเละความต้องการของคุณ

ที่มาของภาพ:

Scroll to Top

บทความยอดนิยม

รวมคอร์สเรียนการตลาดออนไลน์ดีๆ หลายสาขามากกว่า 40 คอร์ส มีทั้ง Facebook, SEO, Website, การออกแบบ เซฟเก็บไว้ดูทั้งปียังไม่หมดเลยจ้า